
สรุปข่าว

Blockstream ได้เผยแพร่ Bitcoin Improvement Proposal (BIP) สำหรับการใช้ SHRINCS (Shrinking Signature Scheme) ในการทำให้ Bitcoin ปลอดภัยจากคอมพิวเตอร์ควอนตัม ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมอาจเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของ Bitcoin
Adam Back ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ Blockstream ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ที่ไม่เชื่อว่าเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ควอนตัมจะพัฒนาถึงระดับที่สามารถเป็นภัยคุกคามต่อ Bitcoin ในระยะเวลาอันใกล้นี้ อย่างไรก็ตาม เขากลับเป็นหนึ่งในผู้นำในการวิจัยและพัฒนาโซลูชันที่สามารถป้องกันภัยคุกคามจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมได้ เขาได้กล่าวในการสัมภาษณ์กับ Cointelegraph ว่า “สิ่งที่ปลอดภัยที่สุด” คือการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับภัยคุกคามนี้ล่วงหน้า
Blockstream ได้ทดลองใช้ SHRINCS ใน Liquid sidechain ของตนเอง และได้พิสูจน์แล้วว่าระบบดังกล่าวสามารถทำงานได้ในสภาพแวดล้อมการผลิต Jonas Nick นักวิจัยจาก Blockstream Research ได้กล่าวว่า SHRINCS เป็นข้อเสนอที่ชัดเจนสำหรับระบบลายเซ็นที่ปลอดภัยจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่ออกแบบมาสำหรับ Bitcoin โดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม เขายังกล่าวเสริมว่า SHRINCS ไม่ได้เป็นระบบลายเซ็นสุดท้ายของ Bitcoin และไม่ได้เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในทุกด้าน แต่เขามองว่าเป็นการประนีประนอมที่ดีที่สุดจากทางเลือกที่มีอยู่ในปัจจุบัน
นักวิทยาศาสตร์ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่มีความก้าวหน้าเพียงพอจะสามารถย้อนแยงคีย์ส่วนตัวจากคีย์สาธารณะได้ ซึ่งจะทำให้ความปลอดภัยของ Bitcoin ถูกทำลายและเปิดโอกาสให้เกิดการขโมยทรัพย์สินทางการเงินมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมการแข่งขันในการพัฒนาวิธีการอัปเกรด Bitcoin เพื่อให้ปลอดภัยจากภัยคุกคามนี้จึงเริ่มขึ้นแล้ว
หนึ่งในพื้นที่ที่ Blockstream ได้ทำการวิจัยอย่างมากคือการปรับปรุงระบบลายเซ็นที่ปลอดภัยจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมให้เหมาะสมกับความต้องการของ Bitcoin เพื่อให้บล็อกเชนยังคงรักษาคุณสมบัติที่ผู้ใช้ Bitcoin ชื่นชอบไว้ได้ ลายเซ็นที่ปลอดภัยจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่ได้รับการรับรองจากสถาบันมาตรฐานแห่งชาติ (NIST) มีขนาดใหญ่กว่าลายเซ็น ECDSA และ Schnorr ที่ใช้ใน Bitcoin อยู่ระหว่าง 38 ถึง 123 เท่า การใช้ลายเซ็นเหล่านี้ใน Bitcoin อาจทำให้ความเร็วของบล็อกเชนลดลงเหลือเพียงเศษเสี้ยวของ 1 TPS
ทีมงานของ Ethereum ที่รับผิดชอบการพัฒนาความปลอดภัยจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมได้เสนอวิธีการจัดการปัญหานี้โดยการรวมลายเซ็นด้วยการใช้การพิสูจน์ความรู้ศูนย์ (zero-knowledge proof) ขนาดเล็กสำหรับแต่ละบล็อก วิธีการนี้กำลังอยู่ในการพิจารณาสำหรับ Bitcoin ด้วย หากได้รับการใช้งานจริง จะทำให้ Bitcoin ทำงานได้เร็วขึ้นกว่าปัจจุบัน เนื่องจากการพิสูจน์ความรู้ศูนย์แต่ละรายการใช้พื้นที่ในบล็อกน้อยกว่าลายเซ็นหลายรายการ อย่างไรก็ตาม การเพิ่มการพิสูจน์ความรู้ศูนย์ใน Bitcoin จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างรุนแรงและอาจต้องเผชิญกับความยากลำบากในการรวบรวมความเห็นชอบเพียงพอสำหรับการใช้งานจริง
Blockstream กำลังพิจารณาทางเลือกนี้ในการพัฒนา SHRINCS เพื่อให้ระบบลายเซ็นที่ปลอดภัยจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและรักษาคุณสมบัติที่สำคัญของ Bitcoin ไว้ได้
SHRINCS BIP คืออะไร?

SHRINCS (Shrinking Signature Scheme) คือการปรับปรุง Bitcoin Improvement Proposal (BIP) ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้ Bitcoin สามารถต้านทานการโจมตีจากคอมพิวเตอร์ควอนตัม ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีความสามารถในการคำนวณและแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้มากกว่าคอมพิวเตอร์แบบคลาสสิก ทำให้การแฮก Bitcoin อาจเป็นไปได้ในอนาคต
Blockstream ซึ่งเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงในการพัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชน ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในผู้นำในการวิจัยและพัฒนาโซลูชันที่สามารถต้านทานการโจมตีจากคอมพิวเตอร์ควอนตัม แม้ว่า Adam Back ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ Blockstream จะมีชื่อเสียงในการเป็นนักวิจารณ์เทคโนโลยีควอนตัม แต่เขาก็ยอมรับว่าการเตรียมตัวสำหรับภัยคุกคามนี้ล่วงหน้าเป็นสิ่งที่ปลอดภัย
SHRINCS ได้รับการทดลองใช้ใน Liquid sidechain ของ Blockstream และได้รับการยืนยันว่าทำงานได้ในสภาพแวดล้อมการผลิต Jonas Nick ผู้วิจัยของ Blockstream Research ได้กล่าวว่า SHRINCS เป็น “การเสนอที่มีรูปธรรมครั้งแรกสำหรับวิธีการเซ็นชื่อที่ต้านทานการโจมตีจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมเฉพาะสำหรับ Bitcoin” อย่างไรก็ตาม เขายังระบุว่า SHRINCS ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นวิธีการเซ็นชื่อที่ “สุดท้าย” ของ Bitcoin และไม่ได้เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในทุกด้าน แต่เป็นการประนีประนอมที่ดีในบรรดาตัวเลือกที่มีอยู่ในปัจจุบัน
การพัฒนา SHRINCS มีความสำคัญเนื่องจากนักวิทยาศาสตร์ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่มีประสิทธิภาพสูงจะสามารถย้อนกลับการคำนวณคีย์ส่วนตัวจากคีย์สาธารณะ ซึ่งจะทำให้ความปลอดภัยของ Bitcoin ถูกขัดขวางและเปิดโอกาสให้เกิดการขโมยเงินหลายพันล้านดอลลาร์ ดังนั้น การแข่งขันในการพัฒนาวิธีการอัปเกรด Bitcoin เพื่อให้ปลอดภัยจากภัยคุกคามนี้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ
หนึ่งในความท้าทายสำคัญในการใช้วิธีการเซ็นชื่อที่ต้านทานการโจมตีจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมคือขนาดของลายเซ็น วิธีการเซ็นชื่อที่ได้รับการรับรองโดยสถาบันมาตรฐานแห่งชาติ (NIST) ซึ่งเป็นวิธีการที่มีความปลอดภัยสูง แต่มีขนาดลายเซ็นที่ใหญ่กว่าลายเซ็น ECDSA และ Schnorr ที่ใช้ใน Bitcoin อยู่ระหว่าง 38 ถึง 123 เท่า การใช้วิธีการเหล่านี้ใน Bitcoin อาจทำให้ความเร็วของบล็อกเชนลดลงเหลือเพียงเศษเสี้ยวของ 1 รายการต่อวินาที (TPS)
Blockstream ได้ทำการวิจัยเพื่อพัฒนาวิธีการเซ็นชื่อที่ต้านทานการโจมตีจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมและยังคงรักษาคุณสมบัติของ Bitcoin ที่ผู้ใช้ชื่นชอบ หนึ่งในวิธีการที่มีศักยภาพคือการใช้การรวมลายเซ็นโดยใช้การพิสูจน์ความรู้ศูนย์ (zero-knowledge proof) สำหรับแต่ละบล็อก วิธีการนี้สามารถทำให้ Bitcoin ทำงานได้เร็วขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากพิสูจน์ความรู้ศูนย์ใช้พื้นที่ในบล็อกน้อยกว่าลายเซ็นหลายรายการ อย่างไรก็ตาม การเพิ่มการพิสูจน์ความรู้ศูนย์ใน Bitcoin จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างใหญ่และอาจต้องเผชิญกับการต่อต้านในการรับรองและการใช้งาน
บทบาทของ Blockstream

Blockstream ซึ่งเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงในวงการคริปโตเคอร์เรนซี ได้พัฒนาและทดสอบ SHRINCS (Short, Quantum-Resistant Signature Scheme) บน Liquid sidechain ซึ่งเป็นเครือข่ายข้างเคียงของ Bitcoin ที่มีความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูง ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่า SHRINCS สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Adam Back ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Blockstream เป็นที่รู้จักในวงการว่าเป็นนักวิจารณ์เทคโนโลยีควอนตัมที่เชื่อว่าเทคโนโลยีนี้ยังไม่พร้อมและไม่สามารถสร้างความเสี่ยงได้ในอีกหลายทศวรรษ อย่างไรก็ตาม บริษัทของเขาได้กลายเป็นหนึ่งในผู้นำในการวิจัยและพัฒนาโซลูชันที่สามารถป้องกัน Bitcoin จากภัยคุกคามของคอมพิวเตอร์ควอนตัม
Back ได้กล่าวกับ Cointelegraph ในช่วงต้นปีว่า การเตรียมตัวสำหรับภัยคุกคามของคอมพิวเตอร์ควอนตัมล่วงหน้าเป็นสิ่งที่ปลอดภัยที่สุด นี่คือเหตุผลที่ Blockstream ได้พัฒนา SHRINCS และทดลองใช้งานบน Liquid sidechain ซึ่งเป็นเครือข่ายที่มีความปลอดภัยสูงและได้รับการยอมรับในวงการคริปโตเคอร์เรนซี
Jonas Nick นักวิจัยจาก Blockstream Research ได้กล่าวว่า SHRINCS เป็น “การเสนอทางปฏิบัติที่ชัดเจนสำหรับการสร้างลายเซ็นที่มีความปลอดภัยต่อคอมพิวเตอร์ควอนตัมสำหรับ Bitcoin” อย่างไรก็ตาม เขายังเสริมว่า SHRINCS ไม่ได้เป็นลายเซ็นสุดท้ายของ Bitcoin และไม่ได้เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในทุกด้าน แต่เขาเชื่อว่า SHRINCS เป็นการประนีประนอมที่ดีที่สุดจากตัวเลือกที่เรามีในปัจจุบัน
นักวิทยาศาสตร์ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า คอมพิวเตอร์ควอนตัมที่มีประสิทธิภาพสูงจะสามารถย้อนกลับการสร้างคีย์ส่วนตัวจากคีย์สาธารณะ ซึ่งจะทำให้ความปลอดภัยของ Bitcoin ถูกกระทบและทำให้เกิดการขโมยทรัพย์สินมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ดังนั้น การแข่งขันในการพัฒนาวิธีการอัปเกรด Bitcoin เพื่อให้ปลอดภัยจากภัยคุกคามนี้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ
หนึ่งในพื้นที่ที่ Blockstream ได้ทำการวิจัยอย่างมากคือการปรับปรุงลายเซ็นควอนตัมให้เหมาะสมกับความต้องการของ Bitcoin เพื่อให้บล็อกเชนยังคงรักษาคุณสมบัติที่ผู้ใช้ Bitcoin ชื่นชอบ ลายเซ็นควอนตัมที่ได้รับการรับรองจากสถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติ (NIST) นั้นมีขนาดใหญ่กว่าลายเซ็น ECDSA และ Schnorr ของ Bitcoin ระหว่าง 38 ถึง 123 เท่า การนำลายเซ็นเหล่านี้มาใช้ใน Bitcoin อาจทำให้ความเร็วของบล็อกเชนลดลงอย่างมาก ทำให้ความเร็วในการประมวลผลลดลงเหลือเพียง 1 TPS หรือน้อยกว่า
Ethereum ทีมงานด้านควอนตัมได้เสนอวิธีการจัดการปัญหานี้โดยการรวมลายเซ็นด้วยการใช้ proof ขนาดเล็กที่มีความรู้จัก (zero-knowledge proof) ในแต่ละบล็อก การใช้วิธีการนี้จะทำให้ Ethereum ทำงานได้เร็วขึ้นเนื่องจาก proof เดียวใช้พื้นที่น้อยกว่าลายเซ็นหลายรายการ วิธีการนี้กำลังได้รับการพิจารณาสำหรับ Bitcoin ด้วย แต่การเพิ่ม zero-knowledge proofs ใน Bitcoin จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างใหญ่และอาจต้องเผชิญกับความยากลำบากในการรวบรวมความเห็นชอบเพียงพอเพื่อให้เกิดการใช้งานจริง
Blockstream กำลังพิจารณาตัวเลือกนี้และยังคงทำการวิจัยและพัฒนาต่อไป เพื่อให้ Bitcoin สามารถรับมือกับภัยคุกคามของคอมพิวเตอร์ควอนตัมในอนาคต
ความท้าทายในการใช้ SHRINCS

การใช้ SHRINCS ใน Bitcoin ยังมีความท้าทายหลายประการ ซึ่งต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้แน่ใจว่า Bitcoin ยังคงมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการดำเนินการ
หนึ่งในความท้าทายหลักคือขนาดของลายเซ็นที่ใหญ่ขึ้น ตามที่ Jonas Nick จาก Blockstream Research กล่าวว่า ลายเซ็นแบบ post-quantum ที่ได้รับการรับรองจาก National Institute of Standards and Technology (NIST) มีขนาดใหญ่กว่าลายเซ็น ECDSA และ Schnorr ที่ใช้ในปัจจุบันถึง 38 ถึง 123 เท่า การใช้ลายเซ็นที่ใหญ่ขึ้นนี้อาจทำให้ความเร็วในการประมวลผลของบล็อกเชนช้าลงอย่างมาก ซึ่งอาจส่งผลให้ Bitcoin ทำงานได้ช้าลงเหลือเพียง 1 TPS (Transaction Per Second) หรือน้อยกว่า
เพื่อแก้ปัญหานี้ Blockstream กำลังพิจารณาการใช้ zero-knowledge proofs (ZKPs) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สามารถลดขนาดของลายเซ็นลงได้ โดยการรวมลายเซ็นหลายรายการเข้าด้วยกันในบล็อกเดียว วิธีนี้จะช่วยให้ Bitcoin ทำงานได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การเพิ่มฟีเจอร์ใหม่เช่น ZKPs ยังต้องได้รับการยอมรับจากชุมชน Bitcoin ซึ่งอาจต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมาก
นอกจากนี้ การใช้ SHRINCS ยังต้องการการทดสอบและการพิสูจน์ในสภาพแวดล้อมจริงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แน่ใจว่าระบบใหม่นี้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย ตามที่ Jonas Nick กล่าวว่า SHRINCS ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นลายเซ็นสุดท้ายของ Bitcoin แต่เป็นการประนีประนอมที่ดีที่สุดในทางเลือกที่มีอยู่ในปัจจุบัน
การพัฒนาและการปรับปรุงเทคโนโลยีเพื่อให้ Bitcoin สามารถต้านทานการโจมตีจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความร่วมมือจากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นนักวิจัย นักพัฒนา และชุมชน Bitcoin ทั่วโลก การเตรียมตัวล่วงหน้าเพื่อรับมือกับภัยคุกคามในอนาคตเป็นสิ่งที่สำคัญ และ Blockstream กำลังนำทางในด้านนี้
มุมมองในอนาคต
แม้ว่า SHRINCS จะยังไม่ใช่โซลูชันที่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมอาจเป็นภัยคุกคามต่อ Bitcoin ชุมชน Bitcoin และผู้พัฒนาจะต้องทำงานร่วมกันเพื่อหาวิธีการที่ดีที่สุดในการปรับใช้ SHRINCS ให้กับเครือข่าย
การพัฒนา SHRINCS ถือเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมอาจเป็นภัยคุกคามต่อ Bitcoin แม้ว่า Adam Back ซีอีโอของ Blockstream จะเป็นผู้ที่ไม่เชื่อว่าเทคโนโลยีควอนตัมจะพัฒนาถึงขั้นที่สามารถเป็นภัยคุกคามได้ภายในระยะเวลาอันสั้น แต่บริษัทของเขาก็ยังคงเป็นหนึ่งในผู้นำในการวิจัยและพัฒนาโซลูชันที่สามารถป้องกันภัยคุกคามจากคอมพิวเตอร์ควอนตัม
Jonas Nick จาก Blockstream Research ได้กล่าวว่า SHRINCS เป็นข้อเสนอแรกที่ออกแบบมาสำหรับ Bitcoin โดยเฉพาะ แม้ว่าจะไม่ใช่โซลูชันที่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นการประนีประนอมที่ดีที่สุดจากตัวเลือกที่มีอยู่ในปัจจุบัน เขาเสริมว่า SHRINCS ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นระบบลายเซ็นสุดท้ายของ Bitcoin แต่เป็นขั้นตอนที่สำคัญในการพัฒนาต่อไป
หนึ่งในความท้าทายที่สำคัญในการนำ SHRINCS มาใช้คือขนาดของลายเซ็นที่ใหญ่ขึ้น ลายเซ็นแบบควอนตัมที่ได้รับการรับรองจากสถาบันมาตรฐานแห่งชาติ (NIST) มีขนาดใหญ่กว่าลายเซ็น ECDSA และ Schnorr ที่ใช้ในปัจจุบันถึง 38-123 เท่า การนำลายเซ็นขนาดใหญ่เหล่านี้มาใช้ใน Bitcoin อาจทำให้ความเร็วของบล็อกเชนช้าลงอย่างมาก ซึ่งอาจส่งผลให้ Bitcoin ทำงานได้ช้าลงถึงระดับ 1 TPS (ธุรกรรมต่อวินาที)
ทีมพัฒนา Ethereum ได้เสนอวิธีการแก้ไขปัญหานี้โดยการใช้การรวมลายเซ็นด้วยการพิสูจน์ความรู้เล็กน้อย (zero-knowledge proof) สำหรับแต่ละบล็อก หากวิธีการนี้ถูกนำไปใช้ใน Bitcoin จะทำให้ Bitcoin ทำงานได้เร็วขึ้นเนื่องจากพิสูจน์ความรู้เล็กน้อยใช้พื้นที่ในบล็อกน้อยกว่าลายเซ็นหลาย ๆ ลายเซ็น อย่างไรก็ตาม การเพิ่มการพิสูจน์ความรู้เล็กน้อยใน Bitcoin จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างมากและอาจต้องเผชิญกับการต่อต้านในการรับรองการใช้งาน
Blockstream กำลังพิจารณาทางเลือกนี้เพื่อให้ Bitcoin สามารถรักษาคุณสมบัติที่ผู้ใช้ Bitcoin ชื่นชอบไว้ได้ รวมถึงความปลอดภัยและความเร็วในการประมวลผลธุรกรรม ความท้าทายในการนำ SHRINCS มาใช้ยังคงมีอยู่ แต่การพัฒนาในขั้นตอนนี้เป็นการยกระดับความพร้อมของ Bitcoin ในการรับมือกับภัยคุกคามจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมในอนาคต
ในขณะเดียวกัน ชุมชน Bitcoin และผู้พัฒนายังคงต้องทำงานร่วมกันเพื่อหาวิธีการที่ดีที่สุดในการปรับใช้ SHRINCS ให้กับเครือข่าย รวมถึงการพิจารณาผลกระทบต่อความเร็วและความปลอดภัยของบล็อกเชน การพัฒนาและการปรับใช้ SHRINCS จะเป็นส่วนสำคัญในการรักษาความมั่นคงและความน่าเชื่อถือของ Bitcoin ในยุคที่เทคโนโลยีควอนตัมเริ่มพัฒนาขึ้น
FAQ เนื้อหาของบทความ
ส่วนนี้คือคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับข่าวและประเด็นสำคัญในบทความนี้
SHRINCS คืออะไร?
SHRINCS (Shrinking Signature Scheme) เป็นวิธีการเซ็นชื่อที่ออกแบบมาเพื่อให้ Bitcoin สามารถต้านทานการโจมตีจากคอมพิวเตอร์ควอนตัม
ทำไม Blockstream ถึงพัฒนา SHRINCS?
Blockstream พัฒนา SHRINCS เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมอาจเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของ Bitcoin
SHRINCS ทำงานอย่างไร?
SHRINCS ทำงานโดยใช้วิธีการเซ็นชื่อที่มีความปลอดภัยสูงและสามารถต้านทานการโจมตีจากคอมพิวเตอร์ควอนตัม ซึ่งมีความสามารถในการคำนวณและแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้มากกว่าคอมพิวเตอร์แบบคลาสสิก
SHRINCS มีข้อจำกัดอะไรบ้าง?
SHRINCS มีข้อจำกัดในการใช้งาน เช่น ขนาดของลายเซ็นที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งอาจทำให้ความเร็วในการประมวลผลของบล็อกเชนช้าลง นอกจากนี้ การเพิ่มฟีเจอร์ใหม่เช่น zero-knowledge proofs ยังต้องได้รับการยอมรับจากชุมชน Bitcoin
SHRINCS จะถูกใช้ใน Bitcoin อย่างไร?
SHRINCS อาจถูกใช้ใน Bitcoin ผ่านการปรับปรุง Bitcoin Improvement Proposal (BIP) ซึ่งต้องได้รับการยอมรับจากชุมชน Bitcoin และผู้พัฒนา
ทำไมการใช้ SHRINCS จึงสำคัญ?
การใช้ SHRINCS สำคัญเพราะจะช่วยให้ Bitcoin สามารถต้านทานการโจมตีจากคอมพิวเตอร์ควอนตัม ซึ่งอาจเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของ Bitcoin ในอนาคต
Blockstream คือใคร?
Blockstream เป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงในวงการคริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชนและโซลูชันความปลอดภัย
SHRINCS ถูกทดสอบบนเครือข่ายอะไร?
SHRINCS ถูกทดสอบบน Liquid sidechain ซึ่งเป็นเครือข่ายข้างเคียงของ Bitcoin ที่มีความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูง
SHRINCS จะทำให้ Bitcoin ช้าลงหรือไม่?
SHRINCS อาจทำให้ความเร็วในการประมวลผลของบล็อกเชนช้าลงเนื่องจากขนาดของลายเซ็นที่ใหญ่ขึ้น แต่ยังมีวิธีการที่สามารถช่วยลดผลกระทบ เช่น การใช้ zero-knowledge proofs
SHRINCS คือโซลูชันที่สมบูรณ์แบบหรือไม่?
SHRINCS ยังไม่ใช่โซลูชันที่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมอาจเป็นภัยคุกคามต่อ Bitcoin
บทความที่เกี่ยวข้องบน Paykalken
- Arthur Hayes มองว่า Ethereum แตะ $5,000 จะกระตุ้นฤดูกาล Altcoin
- Bitcoin ทำสถิติการเพิ่มมูลค่ารายสัปดาห์สูงสุดในประวัติศาสตร์; CEO Strive คาดว่าจะเป็นวัฏจักรที่แข็งแกร่งที่สุด
- 1,727 $BTC (133,271,889 USD) ถูกโอนจากกระเป๋าเงินไม่ทราบแหล่งที่มาไปยัง Binance
- Toyota Finance เปิดตัวพันธบัตรโทเค็นมูลค่า 1 พันล้านเยนสำหรับนักลงทุนรายย่อย
- สัดส่วนการถือหุ้นโทเคนเพิ่มสามเท่า นำโดย Ondo, Binance และ xStocks
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- https://animalverse.social/community/p/40640/
- https://animalverse.social/community/p/40613/
- https://animalverse.social/community/p/40602/
- https://animalverse.social/community/p/40601/
บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลและความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงิน

