
ภาพรวมของสต็อกโทเคนบน Ethereum

สต็อกโทเคนบน Ethereum ได้ขยายตัวขึ้น 170% ปีต่อปี สู่ 827 ล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลจาก Token Terminal นี่เป็นการเติบโตที่น่าประทับใจและแสดงให้เห็นถึงความนิยมของสต็อกโทเคนในตลาดคริปโต
สต็อกโทเคนเป็นการสร้างสินทรัพย์ทางการเงินแบบดั้งเดิมให้กลายเป็นโทเคนดิจิทัล ซึ่งสามารถซื้อขายและโอนย้ายได้บนบล็อกเชน Ethereum นักลงทุนสามารถเข้าถึงสินทรัพย์เหล่านี้ได้ในรูปแบบโทเคน ทำให้การลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินแบบดั้งเดิมมีความคล่องตัวและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
การเติบโตของสต็อกโทเคนบน Ethereum แสดงให้เห็นถึงการยอมรับและการปรับตัวของตลาดคริปโตต่อการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในการสร้างและจัดการสินทรัพย์ทางการเงิน นักลงทุนสามารถซื้อขายสต็อกโทเคนเหล่านี้ผ่านแพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยนคริปโตที่รองรับ Ethereum ซึ่งทำให้การเข้าถึงสินทรัพย์เหล่านี้เป็นไปได้ในระดับที่กว้างขึ้น
การสร้างสต็อกโทเคนบน Ethereum ยังช่วยเพิ่มความโปร่งใสและความปลอดภัยในการซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงิน เนื่องจากบล็อกเชน Ethereum มีความสามารถในการบันทึกและตรวจสอบการทำธุรกรรมในแบบที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ทำให้นักลงทุนสามารถมั่นใจได้ว่าการทำธุรกรรมของพวกเขาเป็นไปอย่างถูกต้องและโปร่งใส
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของสต็อกโทเคนบน Ethereum ยังมีความท้าทายในด้านการกำกับดูแลและกฎระเบียบ ซึ่งต้องการความร่วมมือจากหน่วยงานกำกับดูแลและผู้ประกอบการในตลาดคริปโต เพื่อสร้างระบบที่มั่นคงและยั่งยืนสำหรับนักลงทุน
ตัวอย่างเช่น ตามข้อมูลจาก Cointelegraph ที่รายงานว่าสต็อกโทเคนบน Ethereum ได้เติบโตขึ้น 170% ปีต่อปี สู่ 827 ล้านดอลลาร์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการยอมรับและการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีรายงานจาก CoinMarketCap ที่กล่าวถึงการประกาศของ CFTC Chair Michael Selig ว่าจะมีการสร้างความคุ้มครองสำหรับนักพัฒนาผ่านการเจรจา CLARITY Act ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการพัฒนาและใช้งานเทคโนโลยีบล็อกเชน
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของสต็อกโทเคนยังมีความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์ เช่น รายงานจาก Crypto Whale Data ที่กล่าวถึงการที่แฮกเกอร์ได้เข้าควบคุมเว็บไซต์ DeFi หลายแห่งและขโมยเงินประมาณ 138,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นตัวอย่างของความเสี่ยงที่นักลงทุนควรระมัดระวัง
ดังนั้น การเติบโตของสต็อกโทเคนบน Ethereum แม้จะมีความน่าสนใจและเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุน แต่ก็ต้องมีการพิจารณาความเสี่ยงและการกำกับดูแลที่เหมาะสม เพื่อให้การลงทุนเป็นไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน
แนวโน้มการเติบโตของสต็อกโทเคน

การเติบโตของสต็อกโทเคนบน Ethereum สะท้อนถึงการยอมรับและการใช้งานบล็อกเชนในการสร้างและซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงินแบบดั้งเดิม ตามข้อมูลจาก Token Terminal สต็อกโทเคนบน Ethereum ได้เติบโตขึ้น 170% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ทำให้มูลค่ารวมอยู่ที่ 827 ล้านดอลลาร์
การเติบโตนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจของนักลงทุนในความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของบล็อกเชน Ethereum ซึ่งเป็นหนึ่งในบล็อกเชนที่มีความน่าเชื่อถือและมีการใช้งานอย่างกว้างขวางที่สุดในโลก
การสร้างสต็อกโทเคนบน Ethereum ช่วยเพิ่มความโปร่งใสและลดความซับซ้อนในการซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงินแบบดั้งเดิม นักลงทุนและสถาบันการเงินเริ่มให้ความสนใจในการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ
นอกจากนี้ การเติบโตของสต็อกโทเคนยังแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาและการยอมรับของเทคโนโลยีบล็อกเชนในภาคการเงิน ซึ่งช่วยให้การเข้าถึงและการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินเป็นไปได้อย่างง่ายดายและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของสต็อกโทเคนยังต้องเผชิญกับความท้าทายในด้านความปลอดภัยและการกำกับดูแล ตัวอย่างเช่น การโจมตีเว็บไซต์ DeFi ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งทำให้ผู้ใช้เสียหายประมาณ 138,000 ดอลลาร์ แสดงให้เห็นว่าความปลอดภัยของระบบยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
การเติบโตของสต็อกโทเคนบน Ethereum ยังสะท้อนถึงการพัฒนาและการยอมรับของเทคโนโลยีบล็อกเชนในภาคการเงิน ซึ่งช่วยให้การเข้าถึงและการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินเป็นไปได้อย่างง่ายดายและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรระมัดระวังและติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อให้การลงทุนเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
ผลกระทบต่อตลาดคริปโตและเศรษฐกิจดิจิทัล

การเติบโตของสต็อกโทเคนบน Ethereum ที่เพิ่มขึ้น 170% ตามข้อมูลจาก Token Terminal ถึง 827 ล้านดอลลาร์ในรอบปี มีผลกระทบต่อตลาดคริปโตและเศรษฐกิจดิจิทัลในหลายด้าน หนึ่งในนั้นคือการเพิ่มความคล่องตัวในการลงทุนและซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงินแบบดั้งเดิม นักลงทุนสามารถเข้าถึงสินทรัพย์เหล่านี้ได้ในรูปแบบโทเคน ทำให้การลงทุนและซื้อขายมีความง่ายและรวดเร็วขึ้น
นอกจากนี้ การเติบโตของสต็อกโทเคนยังช่วยเพิ่มความโปร่งใสและความปลอดภัยในการดำเนินธุรกิจ ผ่านการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน ทำให้การตรวจสอบและติดตามการโอนย้ายสินทรัพย์เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลที่บันทึกบนบล็อกเชนไม่สามารถแก้ไขหรือปลอมแปลงได้ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการฉ้อโกงและเพิ่มความเชื่อมั่นในระบบการเงิน
การเติบโตของสต็อกโทเคนยังส่งผลต่อการยอมรับและการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในภาคการเงิน ทำให้สถาบันการเงินและบริษัทต่างๆ เริ่มให้ความสนใจและลงทุนในเทคโนโลยีนี้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น บริษัท Nasdaq-listed Next Technology Holding ได้ตัดสินใจขายหรือจำนำ Bitcoin ที่ถืออยู่ 5,833 BTC เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการแฮกของ Binance และความเสี่ยงจากการคำนวณควอนตัม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริษัทต่างๆ กำลังประเมินความเสี่ยงและโอกาสทางการเงินจากการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนและคริปโตเคอร์เรนซี
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของสต็อกโทเคนยังมีความเสี่ยงและปัญหาที่ต้องจัดการ เช่น การแฮกและการโจมตีทางไซเบอร์ ตัวอย่างเช่น การที่แฮกเกอร์เข้าควบคุมเว็บไซต์ DeFi หลายแห่งที่จดทะเบียนกับ Name.com และขโมยเงินประมาณ 138,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นการโจมตีที่ใช้ malware ชื่อ Step Drainer ทำให้ผู้ใช้เสียทรัพย์สินจากการเชื่อมต่อกระเป๋าเงินของตนเองกับเว็บไซต์ที่ถูกแฮก ปัญหานี้แสดงให้เห็นว่าความปลอดภัยทางไซเบอร์ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจัดการอย่างต่อเนื่อง
การเติบโตของสต็อกโทเคนยังส่งผลต่อการกำกับดูแลและการออกกฎหมายในภาคคริปโตเคอร์เรนซี ตัวอย่างเช่น การที่ Michael Selig ประธาน CFTC ประกาศว่าจะมอบความคุ้มครองให้กับนักพัฒนาจากการเจรจา CLARITY Act ซึ่งจะช่วยลดความไม่แน่นอนทางกฎหมายและส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชนและคริปโตเคอร์เรนซีในสหรัฐอเมริกา
สรุปแล้ว การเติบโตของสต็อกโทเคนบน Ethereum ไม่เพียงแต่เพิ่มความคล่องตัวและความโปร่งใสในการลงทุนเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการยอมรับและการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในภาคการเงิน การเติบโตนี้ยังมีความเสี่ยงและความท้าทายที่ต้องจัดการ แต่โดยรวมแล้ว มันเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับอนาคตของเศรษฐกิจดิจิทัล
ประเด็นทางกฎหมายและระเบียบการกำกับดูแล

การเติบโตของสต็อกโทเคนบน Ethereum ยังมาพร้อมกับประเด็นทางกฎหมายและระเบียบการกำกับดูแล หน่วยงานกำกับดูแลหลายแห่งทั่วโลกเริ่มให้ความสนใจในการควบคุมและกำกับดูแลการใช้สต็อกโทเคน เพื่อป้องกันการฉ้อโกงและการใช้สต็อกโทเคนในการกระทำผิดกฎหมาย
ตัวอย่างเช่น CFTC (Commodity Futures Trading Commission) ในสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศว่าจะส่งเสริมการคุ้มครองนักพัฒนาซอฟต์แวร์จากการถูกเรียกเก็บภาษีหรือถูกดำเนินคดีจากการพัฒนาและเผยแพร่โค้ดบล็อกเชน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างและใช้งานสต็อกโทเคน
ตามรายงานจาก Cointelegraph ประธาน CFTC ชื่อ Michael Selig ได้กล่าวว่า “หน่วยงานตั้งใจที่จะส่งเสริมการคุ้มครองนักพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างเต็มที่จากกระบวนการเจรจา CLARITY Act นักพัฒนาไม่ควรต้องลงทะเบียนเป็นผู้กลางเพียงแค่การเผยแพร่โค้ด” ข้อกำหนดนี้จะช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมายสำหรับนักพัฒนาที่สร้างและพัฒนาสต็อกโทเคน
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของสต็อกโทเคนยังมีความเสี่ยงทางความปลอดภัยที่ต้องระมัดระวัง ตัวอย่างเช่น บริษัท Nasdaq-listed Next Technology Holding ได้ตัดสินใจขายหรือจำนำทั้งหมด 5,833 BTC ที่บริษัทถืออยู่ เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการแฮกของ Binance และความเสี่ยงจากเทคโนโลยีควอนตัม
นอกจากนี้ ยังมีรายงานจาก Crypto Whale Data ว่าแฮกเกอร์ได้ขโมยเงินจากเว็บไซต์ DeFi หลายแห่งที่ลงทะเบียนกับ Name.com โดยขโมยเงินประมาณ 138,000 ดอลลาร์ ผ่านการใช้ Malware-as-a-Service (MaaS) ชื่อ Step Drainer ซึ่งทำให้ผู้ใช้ที่เชื่อมต่อกระเป๋าเงินของตนเองกับเว็บไซต์เหล่านี้ถูกขโมยเงิน
การโจมตีนี้ยังส่งผลให้ 10 ใน 12 เว็บไซต์ที่ถูกแฮกถูกระงับการใช้งาน โดย Name.com ได้รับการแจ้งเตือนและดำเนินการระงับการใช้งานเว็บไซต์เหล่านี้
การกำกับดูแลและการป้องกันความเสี่ยงทางกฎหมายและความปลอดภัยเป็นสิ่งที่สำคัญในการพัฒนาและใช้งานสต็อกโทเคนบน Ethereum หน่วยงานกำกับดูแลและนักพัฒนาต้องทำงานร่วมกันเพื่อสร้างระบบที่มั่นคงและปลอดภัยสำหรับผู้ใช้
แนวโน้มในอนาคต
ในอนาคต การเติบโตของสต็อกโทเคนบน Ethereum คาดว่าจะยังคงดำเนินต่อไป ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชนที่ก้าวหน้าขึ้นและมีการยอมรับจากนักลงทุนและสถาบันการเงินมากขึ้น ตามข้อมูลจาก Token Terminal ที่ระบุว่าสต็อกโทเคนบน Ethereum ได้เติบโตขึ้น 170% ปีต่อปี จนถึงมูลค่า 827 ล้านดอลลาร์
การพัฒนาด้านเทคโนโลยีบล็อกเชนและแพลตฟอร์มการเงินดิจิทัลจะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตนี้ นักพัฒนาซอฟต์แวร์และแพลตฟอร์มการเงินดิจิทัลจะต้องพัฒนาเครื่องมือและบริการที่มีความปลอดภัยและใช้งานง่าย เพื่อสนับสนุนการใช้งานสต็อกโทเคนในวงกว้าง
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายทางกฎหมายและระเบียบการกำกับดูแลยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไข ตามที่ CFTC Chair Michael Selig กล่าวว่า องค์กรจะพยายามส่งเสริมการคุ้มครองนักพัฒนาซอฟต์แวร์จากการต้องลงทะเบียนเป็นผู้กลางเพียงแค่การเขียนโค้ด ซึ่งจะช่วยลดภาระทางกฎหมายและส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชน
นอกจากนี้ ความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของสินทรัพย์ดิจิทัลยังคงเป็นประเด็นสำคัญ ตามที่ Next Technology Holding ได้ตัดสินใจขายหรือจำนำ Bitcoin ที่ถืออยู่ทั้งหมด 5,833 BTC เนื่องจากความเสี่ยงจากการแฮกและเทคโนโลยีควอนตัม ซึ่งบ่งชี้ว่าสถาบันการเงินยังคงต้องระมัดระวังในการจัดการกับสินทรัพย์ดิจิทัล
การโจมตีทางไซเบอร์และการแฮกเว็บไซต์ DeFi ยังคงเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง ตามที่รายงานจาก Crypto Whale Data ที่ระบุว่าแฮกเกอร์ได้เข้าควบคุมเว็บไซต์ DeFi จำนวน 12 แห่ง และขโมยเงินประมาณ 138,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นการโจมตีที่ใช้ malware ชื่อ Step Drainer ที่ทำให้ผู้ใช้ต้องอนุมัติการโอนเงินออกจากกระเป๋าเงินของตนเอง
ดังนั้น ในการขับเคลื่อนการเติบโตของสต็อกโทเคนบน Ethereum ในอนาคต จำเป็นต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยสูง การสนับสนุนทางกฎหมายและการกำกับดูแลที่เหมาะสม และการสร้างความไว้วางใจในระบบนิเวศน์การเงินดิจิทัล
FAQ เนื้อหาของบทความ
ส่วนนี้คือคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับข่าวและประเด็นสำคัญในบทความนี้
สต็อกโทเคนคืออะไร?
สต็อกโทเคนคือการสร้างสินทรัพย์ทางการเงินแบบดั้งเดิมให้กลายเป็นโทเคนดิจิทัล ซึ่งสามารถซื้อขายและโอนย้ายได้บนบล็อกเชน Ethereum นักลงทุนสามารถเข้าถึงสินทรัพย์เหล่านี้ได้ในรูปแบบโทเคน ทำให้การลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินแบบดั้งเดิมมีความคล่องตัวและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
ทำไมสต็อกโทเคนบน Ethereum ถึงเติบโตขึ้น 170% ปีต่อปี?
การเติบโตของสต็อกโทเคนบน Ethereum สะท้อนถึงการยอมรับและการใช้งานบล็อกเชนในการสร้างและซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงินแบบดั้งเดิม นักลงทุนและสถาบันการเงินเริ่มให้ความสนใจในการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ
สต็อกโทเคนมีผลกระทบต่อตลาดคริปโตอย่างไร?
การเติบโตของสต็อกโทเคนบน Ethereum มีผลกระทบต่อตลาดคริปโตและเศรษฐกิจดิจิทัลในหลายด้าน หนึ่งในนั้นคือการเพิ่มความคล่องตัวในการลงทุนและซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงินแบบดั้งเดิม นักลงทุนสามารถเข้าถึงสินทรัพย์เหล่านี้ได้ในรูปแบบโทเคน ทำให้การลงทุนและซื้อขายมีความง่ายและรวดเร็วขึ้น
มีประเด็นทางกฎหมายและระเบียบการกำกับดูแลในการใช้สต็อกโทเคนหรือไม่?
ใช่ การเติบโตของสต็อกโทเคนบน Ethereum ยังมาพร้อมกับประเด็นทางกฎหมายและระเบียบการกำกับดูแล หน่วยงานกำกับดูแลหลายแห่งทั่วโลกเริ่มให้ความสนใจในการควบคุมและกำกับดูแลการใช้สต็อกโทเคน เพื่อป้องกันการฉ้อโกงและการใช้สต็อกโทเคนในการกระทำผิดกฎหมาย
CFTC มีบทบาทอย่างไรในการกำกับดูแลสต็อกโทเคน?
CFTC (Commodity Futures Trading Commission) ในสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศว่าจะส่งเสริมการคุ้มครองนักพัฒนาซอฟต์แวร์จากการถูกเรียกเก็บภาษีหรือถูกดำเนินคดีจากการพัฒนาและเผยแพร่โค้ดบล็อกเชน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างและใช้งานสต็อกโทเคน
สต็อกโทเคนจะมีบทบาทอย่างไรในอนาคต?
ในอนาคต การเติบโตของสต็อกโทเคนบน Ethereum คาดว่าจะยังคงดำเนินต่อไป ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชนที่ก้าวหน้าขึ้นและมีการยอมรับจากนักลงทุนและสถาบันการเงินมากขึ้น นักพัฒนาซอฟต์แวร์และแพลตฟอร์มการเงินดิจิทัลจะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตนี้
สต็อกโทเคนมีความปลอดภัยหรือไม่?
สต็อกโทเคนมีความปลอดภัยเนื่องจากการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน ซึ่งช่วยเพิ่มความโปร่งใสและความปลอดภัยในการดำเนินธุรกิจ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรระมัดระวังและศึกษาข้อมูลให้ละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุน
สต็อกโทเคนสามารถซื้อขายได้ที่ไหน?
สต็อกโทเคนสามารถซื้อขายได้บนแพลตฟอร์มการเงินดิจิทัลที่รองรับการซื้อขายโทเคน ตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์มการเงินดิจิทัลบนบล็อกเชน Ethereum หรือแพลตฟอร์มการเงินดิจิทัลอื่น ๆ ที่รองรับสต็อกโทเคน
สต็อกโทเคนมีความแตกต่างจากคริปโตเคอร์เรนซีอย่างไร?
สต็อกโทเคนเป็นการสร้างสินทรัพย์ทางการเงินแบบดั้งเดิมให้กลายเป็นโทเคนดิจิทัล ในขณะที่คริปโตเคอร์เรนซีเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่สร้างขึ้นบนบล็อกเชน สต็อกโทเคนมีความคล้ายคลึงกับสินทรัพย์ทางการเงินแบบดั้งเดิม เช่น หุ้น หนี้สิน ส่วนคริปโตเคอร์เรนซีเป็นสกุลเงินที่ใช้ในการชำระเงินและการโอนย้ายมูลค่า
สต็อกโทเคนมีความเสี่ยงอย่างไร?
สต็อกโทเคนมีความเสี่ยงเช่นเดียวกับสินทรัพย์ทางการเงินแบบดั้งเดิม รวมถึงความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา ความเสี่ยงทางกฎหมายและระเบียบการกำกับดูแล ความเสี่ยงจากการถูกแฮกหรือการฉ้อโกง นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
สต็อกโทเคนมีความน่าสนใจสำหรับนักลงทุนอย่างไร?
สต็อกโทเคนมีความน่าสนใจสำหรับนักลงทุนเนื่องจากมีความคล่องตัวในการซื้อขายและโอนย้ายสินทรัพย์ นักลงทุนสามารถเข้าถึงสินทรัพย์ทางการเงินแบบดั้งเดิมได้ในรูปแบบโทเคน ทำให้การลงทุนและซื้อขายมีความง่ายและรวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ สต็อกโทเคนยังช่วยเพิ่มความโปร่งใสและความปลอดภัยในการดำเนินธุรกิจ
บทความที่เกี่ยวข้องบน Paykalken
- แฮกเกอร์บุกเว็บไซต์ DeFi มากกว่าสิบแห่ง ขโมยเงินคริปโตมูลค่ากว่า 138,000 ดอลลาร์
- CZ ผู้ก่อตั้ง Binance ไม่สนใจต่อสู้กับ Elon Musk แต่ขอต่อสู้กับแฮกเกอร์เกาหลีเหนือ
- Bitcoin ร่วงต่ำกว่า $77,000 หลังการแฮก Binance ครั้งใหญ่
- Binance ประกาศว่ามูลค่าคริปโต 6.3 พันล้านดอลลาร์ได้รับผลกระทบจากการแฮกครั้งใหญ่
- รัสเซียจดทะเบียนหน่วยงานกำกับแลกเปลี่ยนคริปโตแห่งแรกอย่างเป็นทางการ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- https://animalverse.social/community/p/44879/
- https://animalverse.social/community/p/44877/
- https://animalverse.social/community/p/44869/
- https://animalverse.social/community/p/44856/
บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลและความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงิน

